2006/Sep/20

ภายหลังจากที่เยอรมันพิชิตเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศสแล้ว กองทัพเยอรมันก็รุกมาอยู่ที่ชายฝั่งของฝรั่งเศสตรงข้ามกับเกาะอังกฤษ ฮิตเลอร์ก็วางแผนที่จะบุกเกาะอังกฤษ เป็นขั้นตอนต่อไป โดยมุ่งบุกไปทางตอนใต้ของเกาะ ภายใต้ชื่อยุทธการ สิงโตทะเล (Sealion) ซึ่งความสำเร็จของยุทธการนี้ จะขึ้นอยู่กับการทำลายกองทัพอากาศของอังกฤษ (Royal Air Forces's fighter Command) โดยกองทัพอากาศเยอรมัน (Luftwaffe)

การโจมตีของกองทัพอากาศเยอรมันเริ่มต้นขึ้น ในวันที่ 10 กรกฎาคม 1940 และอีก 3 สัปดาห์ต่อมา นักบินของเยอรมัน และอังกฤษก็เข้าต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด

การโจมตีเดินทางมาถึงช่วงสูงสุดในเดือนสิงหาคม โดยเฉพาะในวันที่ 15 สิงหาคม กองทัพอากาศเยอรมัน หรือลุฟวาฟ เข้าโจมตีครั้งสำคัญ ภายใต้รหัส แอดเลอร์ (Adler = Eagle) หรือ นกอินทรี เพื่อกวาดล้างกองทัพอากาศอังกฤษให้สิ้นซาก แต่ผลกลับออกมาในทางตรงกันข้าม ฝ่ายเยอรมันต้องสูญเสียเครื่องบินไปถึง 72 เครื่องในการรบเพียงวันเดียว จนมีการขนานนามวันนี้ว่า วันพฤหัสทมิฬ หรือ the black thursday

นักบินอังกฤษต่อสู้อย่างทรหด แม้จะอิดโรยอย่างมากจากการโจมตีของเยอรมันระลอกแล้ว ระลอกเล่า ทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งนี้เพื่อรักษาแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของตน ในขณะที่นักบินเยอรมัน ก็สู้อย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยความมีประสบการณ์ จากสมรภูมิสงครามกลางเมืองในสเปน มาจนถึงสมรภูมิในยุโรป ทำให้นักบินเยอรมัน เป็นนักบินที่น่ากลัวที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง

แต่เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น ระบบเรดาห์เตือนภัย ที่อังกฤษนำมาใช้ในการแจ้งเตือน ถึงการมาถึงของฝูงบินเยอรมัน ทำให้อังกฤษมีเวลาเตรียมตัวรับมือ การต่อสู้บนแผ่นดินอังกฤษ ที่นักบินเยอรมันมีขีดจำกัดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องบิน เช่น เมตเซอร์ชมิตส์ BF 109
ของเยอรมันสามารถบินอยู่เหนืออังกฤษได้เพียง 30 นาที เพราะไม่เช่นนั้น จะไม่มีน้ำมันเพียงพอบินกลับฐาน ทั้งที่สมรรถนะของเครื่องบินชนิดนี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าเครื่องบินสปิตไฟร์ และเฮอร์ริเคนของอังกฤษเลย นักบินเยอรมันถึงกับบอกว่า เยอรมันเหมือนสุนัขที่ถูกล่ามโซ่ มันต้องการโจมตีข้าศึก แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะสายโซ่ที่มีอยู่รั้งคอมันเอาไว้



ส่วนเครื่องบินโจมตีสองเครื่องยนต์ีแบบ เมตเซอร์ชมิตส์ BF 110
ที่เคยสร้างผลงานอันน่าประทับใจในสมรภูมิยุโรป ก็กลายเป็นเป้าเคลื่อนที่ให้กับนักบินอังกฤษ ที่มีความคล่องตัวกว่าอย่างมาก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นข้อจำกัด ที่ส่งผลถึงความสูญเสียของกองทัพอากาศเยอรมันเหนือน่านฟ้าอังกฤษทั้งสิ้น

ตลอดเวลาที่เยอรมันโจมตีเกาะอังกฤษ เยอรมันจะเปลี่ยนเป้าหมายสลับไป สลับมา จากเป้าหมายทางทหาร มาเป็นเป้าทางพลเรือน สถานีเรดาห์ชายฝั่ง สนามบิน ตลอดจนโรงงานผลิตเครื่องบิน แต่ก็ไม่สามารถทำลายเป้าหมายใด เป้าหมายหนึ่งลงได้อย่างสิ้นซาก

7 กันยายน ฝูงบินเยอรมันโจมตีกรุงลอนดอนเป็นครั้งแรก ลุฟวาฟเชื่อว่า มีเครื่องบินอังกฤษเหลือปกป้องนครลอนดอนเพียง 100 เครื่องเท่านั้น แต่แท้ที่จริง ปรากฏว่า เยอรมันต้องพบกับเครื่องบินอังกฤษเหนือน่านฟ้านครลอนดอนถึงกว่า 300 เครื่อง เครื่องบินทิ้งระเบิดของเยอรมันกว่า 300 ลำ ทิ้งระเบิดกว่า 300 ตันลงสู่นครหลวงของอังกฤษ ตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป เพลิงลุกไหม้ลอนดอนสว่างไสวราวกับกลางวัน และเพลิงยังทำหน้าที่เสมือนคบเพลิง บอกทิศทางให้เครื่องบินทิ้งระเบิดของเยอรมันอีกกว่า 250 ลำที่บินเลาะแสงสีเงินของลำน้ำเทมส์ เข้าโจมตีลอนดอนเป็นระลอกต่อมา ชาวอังกฤษที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับกล่าวว่า โลกทั้งโลกกำลังลุกเป็นไฟ (the whole bloody world is on fire)

นับจากวันนั้นมาอีก 56 คืน ลอนดอนก็ถูกโจมตีตั้งแต่ตะวันตกดินจนถึงรุ่งอรุณ (from dusk to dawn) การโจมตีอันยาวนานนี้ ส่งผลให้ชาวลอนดอนเสียชีวิตกว่า 13,600 คน บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก อีกกว่า 250,00 คนไร้ที่อยู่อาศัย ในขณะที่ฝ่ายเยอรมันสูญเสียไม่มากอย่างที่คาดการณ์ไว้ ปืนต่อสู้อากาศยานของอังกฤษสามารถยิงเครื่องบินเยอรมันตกได้น้อยมาก ในอัตราส่วน ยิงตกเพียง 1 ลำจากทุกๆ 300 ลำที่บินเข้ามาโจมตีลอนดอน

การโจมตีที่หนักที่สุดมีขึ้นในวันที่ 16 เมษายน 1941 จนเกิดคำศัพท์ใหม่ในพจนานุกรมว่า Blitz ซึ่งการโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้ถนนหนึ่งในสามของลอนดอนถูกทำลาย ครอบครัว 160,000 ครอบครัวไม่มีน้ำปะปา ไฟฟ้า และแก๊สใช้

ปลายเดือนมิถุนายน ภายหลังจากสูญเสียครื่องบินไปเป็นจำนวนมาก เยอรมันก็เริ่มอ่อนล้า ประกอบกับฮิตเลอร์เริ่มมองไปที่แนวรบด้านตะวันออก พร้อมทั้งเตรียมการบุกรัสเซีย เครื่องบินสองในสามถูกย้ายไปเพื่อเตรียมการใน ยุทธการบาบาร์รอสซ่า ในการบุกรัสเซีย


12 ตุลาคม 1941 ฮิตเลอร์ก็เลื่อนยุทธการสิงโดทะเลออกไปอย่างไม่มีกำหนด และหันไปเปิดศึก
กับรัสเซียแทน ปล่อยให้อังกฤษมีเวลาฟื้นตัว และกลายเป็นฐานทัพของฝ่ายพันธมิตรในการส่งกองทัพอากาศเข้าโจมตีเยอรมัน และเป็นฐานในการยกพลขึ้นบกครั้งสำคัญใน วัน ดี เดย์ ซึ่งส่งผลให้เยอรมันตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในที่สุด

**วิเคราะห์**

ปัจจัยที่ทำให้ยุทธการสิงโตทะเล ในการโจมตีเกาะอังกฤษ ไม่ประสบความสำเร็จนั้น มีผู้วิเคราะห์กันว่า มี 3 ประเด็นคือ


ประการแรก จอมพลแฮร์มาน เกอริง ผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมัน ไม่มีประสบการณ์ในการควบคุมกำลังทางอากาศขนาดใหญ่ เขาเคยเป็นเสืออากาศในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็จริง แต่การเป็นนักบิน กับการเป็นผู้บัญชาการกองทัพนั้น ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การที่เขาเปลี่ยนเป้าหมายในการโจมตีทางอากาศไปเรื่อยๆ แทนที่จะโจมตีเมืองใดเมืองหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น โจมตีลิเวอร์พูลวันหนึ่ง แล้วไปโจมตีเมืองปอร์ตสมัธในวันต่อมา แล้วก็เปลี่ยนไปโคเวนตรี้อีกวันหนึ่ง วิธีนี้ เท่ากับให้เวลากับเมืองเหล่านั้นในการฟื้นตัว เท่าๆกับให้เวลาในการเรียกขวัญและกำลังใจ ของชาวเมืองกลับมา

ประการที่สอง คือ นักบินอังกฤษสู้ในผืนดินตัวเอง เมื่อถูกยิงตก ก็จะได้รับการช่วยเหลือแล้วกลับขึ้นบินใหม่ ส่วนนักบินเยอรมัน รบไกลบ้าน มีขีดจำกัดทั้งด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และความชำนาญในภูมิประเทศ เมื่อถูกยิงหากไม่เสียชีวิตหรือ บาดเจ็บก็จะถูกจับเป็นเชลย บางส่วนที่เครื่องบินตกในช่องแคบอังกฤษ ถ้าโชคดีก็จะได้รับการช่วยเหลือจากเรือของเยอรมัน แต่ก็มีเป็นส่วนน้อย


ประการสุดท้ายคือ การใช้ระบบเรดาห์เตือนภัยของอังกฤษ ซึ่งสามารถทำให้อังกฤษรู้ว่า เครื่องบินของเยอรมันกำลังมุ่งไปทางทิศใด มีจำนวนมากน้อยเพียงใด ระบบเรดาห์นี้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอังกฤษในการรบเป็นอย่างมาก

เจ้าหน้าที่ โฮมการ์ด ( Home gaurd - อาสาสมัครรักษาดินแดน ) ของอังกฤษ กำลังเฝ้าระวังการโจมตีทางอากาศของเยอรมัน แม้อังกฤษจะมีสถานีเรดาห์ป้องกันภัยอยู่ แต่การป้องกันให้รัดกุมนั้น จำเป็นต้องใช้การตรวจสอบด้วยสายตาด้วย

จอมพลอากาศ แฮร์มานน์ เกอร์ริง ( Reichsmarschall Hermann Goering ) มือขวาของฮิตเลอร์ และผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมัน หรือลุฟฟ์วาฟต์ ( Luftwaffe ) ในการโจมตีเกาะอังกฤษ แม้ว่าเขาเป็นเสืออากาศสมัยสงครามโลกครั้งที่1 แต่ก็ไม่เคยบัญชาการกองกำลังทางอากาศขนาดใหญ่มาก่อน ทำให้กองทัพอากาศในการบัญชาการของเขานั้น ไม่ประสบความสำเร็จในการโจมตีอังกฤษ


edit @ 2007/04/30 08:36:34
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
#1  by  ไ+ (203.113.22.77) At 2007-08-21 14:02, 

<< Home


Yuri Alexandrovish Orlov
View full profile