1. ปืนเล็กยาวแบบ เมาเซอร์ คาราไบเนอร์คาร์98 เค( Mauser Karabiner Kar 98 K Rifle )
นี่คืออาวุธประจำกายมาตราฐานของกองทัพเยอรมัน ใช้งานทั้งในกองทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ และหน่วยเอส.เอส. คาร์-98 ทำงานด้วยระบบลูกเลื่อน พัฒนามาจากปืนไรเฟิลเกอร์แวร์(Gerwehr) 98 ที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่1 ช่วงก่อนสงคราม ปืนกระบอกนี้จะถูกผลิตอย่างพิถีพิถัน ส่วนที่เป็นไม้ก็จะใช้ช่างไม้เป็นผู้ผลิต แต่ช่วงสงคราม ความต้องการปืนชนิดนี้มีมาก จึงต้องผลิตแบบทีละมากๆ ความพิถีพิถันก็ลดลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพของปืนลดลง
นอกจากปืนกระบอกนี้จะยิงได้แม่นยำและไกลแล้ว ยังสามารถติดเครื่องยิงระเบิด กล้องเล็งยิง และดาบปลายปืนได้อีกด้วย
ข้อมูล
ยาว- 1,101 มม.
ระบบปฏิบัติการ- ส่งกระสุนเข้ารังเพลิงโดยระบบลูกเลื่อน
กระสุน- 7.92x57 มม. บรรจุ 5นัด
ความยาวลำกล้อง- 600มม.
ระยะยิง- 500เมตรเมื่อใช้ศูนย์โลหะ 800เมตรเมื่อติดกล้องเล็ง
ผู้ผลิต- บริษัทเมาเซอร์ เยอรมัน
ปืนกลมือ MP-40
เอ็มพี-40 หรือ ชมิตเซอร์ ( บางตำราเรียก ชไมเซอร์ ) เป็นปืนกลมือที่พัฒนามาจาก MP-38 เป็นอาวุธที่ใช้อย่างแพร่หลายในทหารเยอรมันและฝ่ายพันธมิตรหรือโซเวียต ที่นิยมนำปืนนี้มาใช้เมื่อยึดมาจากเยอรมันได้ เป็นปืนที่ผลิตง่าย กลไกไม่ซับซ้อน คงทนและง่ายต่อการบำรุงรักษา เพราะตัวปืนเป็นเหล็กและพลาสติกแข็ง
นับว่าเป็นปืนกลที่มีชื่อเสียงแพร่หลายที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง มีใช้ในทุกหน่วยของกองทัพเยอรมัน
ข้อมูล
ผู้ผลิต บริษัทเออร์ม่า (Erma)ประเทศเยอรมัน
ความยาวของปืน 833 มม.
ลำกล้องยาว 251 มม.
น้ำหนักปืนเปล่า 4 กก.
กระสุนขนาด 9x19 มม. พาราเบลั่ม หรือลูเกอร์
กลไกทำงาน โบลแบ็ก ( ตรึงลูกเลื่อน )
อัตราการยิง 500นัด/นาที
บรรจุ 32 นัด
ระยะยิงไกล 200-250 ม.
จำนวนที่ผลิต มากกว่า1ล้านกระบอก
ปืนกลหนัก MG-34
เป็นอาวุธปืนกลสมัยใหม่ ของเยอรมัน พัฒนาในปี1934 ปืนกลรุ่นนี้ผลิตโดย Louis Stange จากบริษัท Rhinemetall และบริษัท Mauser ของเยอรมันในคราวเดียวกัน
ระบบการทำงานเป็นการใช้แรงดันก๊าซผสมผสานกับแรงขับของดินปืน ปืนกล MG 34 มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในกองทัพเยอรมัน แม้ว่าปืนกลรุ่นใหม่อย่าง MG 42 จะเกิดขึ้นมาในปี 1942 และมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า MG 34 แต่ MG 34 ก็เป็นปืนกลที่ทหารเยอรมันยังคงใช้อยู่ทุกแนวรบ จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง
ข้อมูล
ขนาด-- ยาว1219มม. ลำกล้องยาว627มม.
หนัก---10.5กก.
บรรจุกระสุน--50นัด ถึง 250นัด
ใช้กระสุน---- 7.92x57มม.
กลไกทำงาน--- ระบบแรงดันก๊าซ
อัตราการยิง--800-900นัด/นาที
ระยะยิงไกล--2,000เมตร ความเร็วลำกล้อง755เมตร/วินาที
ปืนกลหนัก Machinengewehr MG 42
ปืนกลหนัก MG 42 หรือ สแปนเดา สร้างขึ้นมาตามหลักความคิดของกองทัพเยอรมันที่ต้องการปืนกลที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ผลิตง่าย ไม่ซับซ้อน ผู้ออกแบบคือ ด.ร. กรูโน ที่นำโครงสร้างของปืนMG 34 มาประกอบใหม่ เพิ่มอัตราการยิงเป็น1300นัดต่อนาที
ปืนชนิดนี้ผลิตออกเป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาที่พบคือ ด้วยอัตรายิงที่เร็ว จึงมีปัญหาการสั่นของตัวปืน แต่อย่างไรก็ตาม ปืนนี้ก็ใช้ในทุกหน่วยของกองทัพเยอรมัน และติดตั้งบนยานยนต์ อีกทั้งปืนนี้ยังเป็นต้นแบบของปืนกลสมัยใหม่แบบอื่นๆ เช่น M 60 ของอเมริกาอีกด้วย
ข้อมูล
กระสุน----- 7.92x57มม.
น้ำหนัก---- ปืนเปล่า 11.6กก. ติดขาหยั่งต่อสู้อากาศยาน 18 กก.
ยาว------- 1220มม. ความยาวลำกล้อง530มม.
บรรจุกระสุน----- 50-250นัด
กลไกทำงาน--- แรงดันก๊าซ
อัตราการยิง--- 1,200-1,300นัด/นาที
ระยะยิง --- ไกลสุด 2,000 เมตร ความเร็วลำกล้อง 710เมตร/วินาที
ปืนเล็กยาวอัตโนมัติ เกอร์แวร์ 41 หรือ จี 41 Gewerh 41 (G-41)
ปืนเล็กยาวอัตโนมัติรุ่นแรกของกองทัพเยอรมัน โดยกองทัพเยอรมันต้องการผลิตปืนไรเฟิลอัตโนมัติในคลาสเดียวกันกับปืนแบบ M-1 Garand ของอเมริกัน สำหรับการต่อสู้แบบกระชั้นชิด โดยได้ออกแบบและผลิตในปี1941 โดยสองบริษัท คือ วอลเธอร์ และเมาเซอร์
ปืนรุ่นนี้ยิงได้รวดเร็ว บรรจุกระสุนได้ง่าย แค่ปัญหาที่พบคือ การโหลดกระสุนชุเหม่เข้ารังเพลิงยังมีปัญหา ทางเยอรมันจึงได้พัฒนาปืนรุ่นใหม่แบบ จี 43 ขึ้นมาทดแทน
ข้อมูล
ยาว--1,140มม.
หนัก--4.6กิโลกรัม
ความยาวลำกล้อง--546มม.
กระสุน--7.92x57มม.
อัตราการยิง--20-30นัด/นาที
บรรจุ--แม็กกาซีน10นัด
กลไก--- ระบบก๊าซ
ระยะยิงหวังผล--400เมตร
ความเร็วลำกล้อง 775เมตร/วินาที
จำนวนที่ผลิต---122,907กระบอก
ปืนเล็กยาวอัตโนมัต เกอร์แวร์ 43 Gewerh 43 (G-43)
หลังจากการออกสู่สนามรบของปืนเกแวร์41 และการปรากฏตัวของปืนไรเฟิลอัตโนมัตแบบSVT-40ของโซเวียต เยอรมันจึงเริ่มพัฒนาปืนไรเฟิลอัตโนมัติรุ่นใหม่ และผลก็คือ ปืนแบบ เกอแวร์ 43 ตามปีที่ผลิต
โดยได้ศึกษาข้อบกพร่อมของจี 41 และศึกษา ระบบกลไกของSVT-40 และนำมาออกแบบปืนรุ่นนี้ โดยปืนรุ่นนี้มีระบบกลไกที่ทำงานได้ดีกว่าปืนแบบจี 41 SVT 40และ M1 Garand ของอเมริกา มีความคงทนและลดปัญหาการขัดลำกล้องลง
ปืนนี้ จะใช้ในภารกิจของหน่วยทหารเอส.เอส. กองกำลังรบพิเศษ หน่วยซุ่มยิงเป็นหลัก และเยอรมันยังได้พัฒนาปืนรุ่นนี้ให้เป็นรุ่นK-43สำหรับภารกิจซุ่มยิง
ข้อมูล
ยาว----1,120มม.
ความยาวลำกล้อง--550มม.
หนัก--4.1กิโลกรัม
กระสุน---7.92X57 มม. บรรจุในแม็กกาซีน10นัด
อัตราการยิง--30นัด/นาที
กลไก---ระบบก๊าซ
ระยะยิงหวังผล---500เมตร
ความเร็วลำกล้อง---745เมตร/วินาที
จำนวนที่ผลิต--402,713กระบอก และผลิตรุ่นซุ่มยิง K-43 จำนวน53,435กระบอก
เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง Raketen-Panzerbüchse หรือ Panzerscheerk
ในการรบในตูนีเซีย แอฟริกาเหนือเมื่อปี1943 ฝ่ายเยอรมันได้ยึดเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังแบบ M1A1 หรือที่รู้จักกันในชื่อ บาซูก้า ของอเมริกันมาศึกษา ซึ่งบาซูก้านี้เป็นอาวุธที่สร้างปัญหาให้กับหน่วยยานเกราะของเยอรมันมาก เพราะมันเป็นอาวุธที่ทำให้ทหารราบสามารถต่อสู้รถถังได้ดีขึ้น ฝ่ายเยอรมันจึงต้องการพัฒนาอาวุธต่อสู้รถถังแบบบาซูก้าขึ้นมา และผลที่ได้คือ แพนเซอร์เชร์ค(Panzerscheerk)
แพนเซอร์เชร์ค(Tank Terror-รถถังหวาดกลัว) คือจรวดต่อสู้รถถังที่อันตรายมาก มันมีขนาดใหญ่กว่าบาซูก้าของอเมริกัน ความกว้างปากลำกล้อง88มม. ใหญ่กว่าบาซูก้า ใช้จรวดขนาดใหญ่และหนักกว่า ยิงได้ไกลและเจาะเกราะได้ลึกว่า โดยรุ่นแรกที่ผลิตคือรุ่นRpzb43 และรุ่นที่พัฒนาต่อมาคือRpzb54 แพนเซอร์เชร์ค ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมากและเป็นที่นิยมใช้ในหน่วยทหารราบและหน่วยต่อสู้รถถังของเยอรมันมีประสิทธิภาพสุงในการต่อสู้กับรถถังพันธมิตรและโซเวียต โดยเฉพาะในช่วงกลางถึงปลายสงคราม เมื่อเยอรมันขนาดแคลนรถถัง กองพลยานเกราะบางกองพลถูกลดระดับเป็นกองพลแพนเซอร์เกรนาเดียร์(หน่วยทหารราบยานยนต์ติดอาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด) โดยเน้นหน่วยทหารราบต่อสู้ยานยนต์ปฏิบัติการร่วมกับรถถัง ทำให้อาวุธชนิดนี้เป็นสิ่งจำเป็นมาก
แพนเซอร์เชร์ค ใช้จรวดหัวรบเจาะเกราะแบบเชพชาร์จ(ดินโพรง) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการต่อสู้รถถัง แต่จุดอ่อนของแพนเซอร์เชร์คก็เหมือนกับจรวดของชาติพันธมิตร นั่นคือระยะยิงหวังผลที่สั้น ถ้ายิงไกลจรวดจะหลุดวิถี และไม่สามารถทำอะไรเกราะรถถังได้ จึงต้องใช้ในการรบประชิดกับรถถังเท่านั้น
แพนเซอร์เชร์คผลิตออกมามหาศาล และได้ใช้ในการรบครั้งสำคัญมากมาย ตอนปลายสงคราม เยอรมันยังได้พัฒนาแพนเซอร์เชร์คขนาด105มม. ขึ้นมาใช้งานได้ แต่ก็ไม่ทันกาล เพราะเยอรมัน ก็ยอมแพ้เสียก่อน
ข้อมูล
ยาว---164ซ.ม.
หนัก--- 9-11กิโลกรัม
กระสุน--จรวดต่อสู้รถถัง88มม.
น้ำหนักลูกกระสุน---3.25กิโลกรัม
กลไกทำงาน---เครื่องยนต์จรวด
ระยะยิง---ต่อต้านรถถัง 150-180 เมตร
เจาะเกราะได้ลึก--- 150มิลลิเมตรในทางราบ 200มิลลิเมตรในทางดิ่ง
ความเร็วลำกล้อง--- 110เมตร/วินาที
เครื่องยิงลูกระเบิดสู้รถถัง Panzerfaust (แพนเซอร์ฟอสต์)
เนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับรถถังของทั้งฝ่ายพันธมิตรและโซเวียตที่มีจำนวนมหาศาล ทำให้เยอรมันต้องพัฒนาอาวุธต่อสู้รถถังที่ทรงอานุภาพสำหรับทหารราบขึ้นมา
แพนเซอร์ฟอสต์ เป็นเครื่องยิงระเบิดต่อสู้รถถังที่ผลิตออกมาเพื่อจุดประสงค์นั้น แพนเซอร์ฟอสต์ เป็นเครื่องยิงลูกระเบิด ไม่ใช่จรวด เพราะหัวรบขนาดใหญ่นั้นไม่มีเครื่องยนต์จรวดขับดันสำหรับเคลื่อนที่ด้วยตัวเอง แต่จะทำการยิงออกจากลำกล้องเหมือนปืน หรือปืนครก มันมีหัวรบดินโพรง(เชฟชาร์จ)ขนาดใหญ่ เจาะเกราะในทางราบได้ลึกกว่า200มิลลิเมตร ซึ่งสามารถทำลายรถถังทุกรุ่นของฝ่ายพันธมิตรและโซเวียตได้
รุ่นแรกของอาวุธชนิดนี้ปรากฏตัวออกมาในปี1942 ในชื่อ ฟอสต์พาทโทรน ซึ่งมีขนาดเล็ก และผลการใช้งาน ปรากฏว่ากฏว่าใช้งานได้ดี จึงมีการผลิตรุ่นแพนเซอร์ฟอสต์ขึ้นมา แต่แพนเซอร์ฟอสต์รุ่นแรกมีระยะยิงต่อต้านรถถังเพียง30เมตร แต่รุ่นต่อๆมาก็มีการเพิ่มระยะยิงเป็น60ถึง100เมตร
ทหารต่อต้านรถถังและหน่วยเกรนาเดียร์(ทหารติดอาวุธเครื่องยิงระเบิด)ของเยอรมันนิยมใช้อาวุธชนิดนี้ เพราะมีหัวรบระเบิดเชฟชาร์จ(ดินโพรง)ขนาดใหญ่ สามารถหยุดหน่วยรถถังของข้าศึกได้อย่างเด็ดขาด เป็นอาวุธที่จำเป็นในการต่อต้านรถถังในทุกแนวรบ แต่ข้อเสียคือน้ำหนักหัวรบที่มากเพราะขนาดใหญ่ ทำให้ระยะยิงต่ำ และเป็นอาวุธที่ยิงได้ครั้งเดียว(ยิงนัดเดียวแล้วต้องทิ้งลำกล้อง) ทำให้มีปัญหาในการโจมตีแบบต่อเนื่อง เพราะไม่สามารถบรรจุยิงใหม่ในกรณีที่นัดแรกพลาดเป้า ต้องใช้เครื่องยิงชุดใหม่เท่านั้น โดยกองทัพเยอรมันใช้อาวุธต่อสู้รถถังสองแบบคือ แพนเซอร์ฟอสต์ และแพนเซอร์เชร์ค ซึ่งหลักนิยมของเยอรมันนี้ได้กลายเป็นหลักนิยมด้านจรวดต่อสู้รถถังของทุกๆชาติในปัจจุบัน นั่นคือ จรวดแบบบรรจุยิงใหม่ได้(แพนเซอร์เชร์ค)ใช้สำหรับปักหลักยิงสู้ ส่วนอาวุธแบบใช้แล้วทิ้ง(แพนเซอร์ฟอสต์)เหาะสำหรับหน่วยทหารราบขนาดเล็กเคลื่อนที่เร็ว เมื่อยิงแล้วสามารถทิ้งเครื่องยิงได้เพื่อความคล่องตัวในการสู้รบต่อ
แต่แพนเซอร์ฟอสต์ก็ยังถูกผลิตออกมาจำนวนมาก และเป็นที่นิยมใช้เพราะสภาพการรบที่ประชิดติดพัน ทำให้เยอรมันต้องพัฒนาอาวุธอย่างเร่งด่วนเพื่ออกสนามรบ ทำให้ไม่อาจผลิตอาวุธได้พิถีพิถันนัก อีกทั้งยังเป็นอาวุธที่ราคาถูก ผลิตง่าย ใช้วัสดุน้อย ทำให้ประหยัดและสร้างง่ายกว่าแพนเซอร์เชร์คแม้จะใช้ยิงได้เพียงครั้งเดียวก็ตามปลายสงคราม เยอรมันพยายามพัฒนาแพนเซอร์ฟอสต์รุ่นยะยะยิง150-250เมตรมาใช้งาน แต่สงครามก็จบลงก่อน แต่อาวุธชนิดนี้ก็เป็นต้นแบบของจรวดต่อสู้รถถังแบบRPGของโซเวียต แพนเซอร์ฟอสต์44 และแพนเซอร์ฟอสต์3 ของเยอรมันในยุคหลังสงครามต่อมา
ข้อมูล
ยาว--- 98ซ.ม.-100ซ.ม.
ขนาด---ปากลำกล้อง-50-60มม. หัวรบขนาด 150มม.
หนัก 1.47-7กิโลกรัม
ระยะยิงหวังผล--30-100เมตร
เจาะเกราะ---140-200มิลลิเมตรในทางราบ
ระเบิดขว้างแบบ M-24 Stielhandgranate
เป็นระเบิดมือหลักที่เยอรมันใช้ในสงครามโลกครั้งที่สอง Stielhandgranate ตรงกับคำว่า Stick hand Granade ในภาษาอังกฤษ แปลว่า ระเบิดมือแบบมีด้าม โดยระเบิดแบบ24นี้พัฒนาในช่วงปี1915 ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และได้ใช้เป็นอาวุธในการบุกทะลวงของหน่วยทหารพายุ(Sturmtruppen หรือ Stromtrooper ในภาษาอังกฤษ) อันน่าเกรงขามของเยอรมัน ซึ่งเยอรมันจัดตั้งมาเพื่อเป็นหน่วยจู่โจมแนวสนามเพลาะของฝ่ายพันธมิตรในสงครามโลกครั้งแรก วึ่งได้แสดงประสิทธิภาพอย่างน่าพอใจ และเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่1 เยอรมันก็ยังพัฒนาและใช้งานต่อ จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่2
การใช้งานนั้นจะแตกต่างจากระเบิดมือของชาติอื่นๆ คือ เมื่อคลายฝาเกลียวที่ปลายด้ามไม้ออกแล้ว จะมี สายดึงชนวนอยู่ข้างใน เมื่อดึงชนวนแล้ว สายชนวนก็จะจุดระเบิดที่อยู่อีกปลายด้านหนึ่งของด้ามไม้ มีระยะหน่วงเวลา5วินาที เหตุที่ติดด้ามไม้นั้นเพราะเชื่อว่า ระเบิดแบบมีด้ามสามารถขว้างได้ไกลกว่าระเบิดแบบไม่มีด้าม โดยระเบิดแบบM-24นี้สามารถขว้างได้ไกล30-40หลา ลักษณะการทำงานของระเบิดนอกจากจะแตกต่างจากของชาติอื่นแล้ว ระเบิดเยอรมันยังต่างจากชาติอื่นตรงที่เน้นการใช้แรงระเบิดในการทำลายเป้าหมาย ต่างจากระเบิดของฝ่ายพันธมิตรที่เน้นการทำลายเป้าหมายด้วยสะเก็ดระเบิด
ระเบิดชนิดนี้เป็นระเบิดที่มุ่งเป้าในการสังหารบุคคล ไม่เหมาะกับการใช้ต่อสู้รถถัง หรือทำลายป้อมค่าย ระเบิดชนิดนี้สามารถปรับปรุงเพิ่มความรุนแรงได้ด้วยการติดระเบิด6ลูกด้วยกันโดยมีด้ามด้ามเดียว เรียกว่า Geballte Ladung
ระเบิดรุ่นนี้มีการพัฒนาต่อไปหลายรุ่น นอกจากนี้ ในสมรภูมิรัสเซีย ระเบิดชนิดนี้ประสบปัญหาอย่างมากเพระอากาศที่หนาวเย็นทำให้ชนวนไม่ทำงาน จึงได้ทำการพัฒนาชนวนแบบใหม่สำหรับใช้ในเขตอากาศหนาว โดยระเบิดที่ใช้ชนวนนี้จะมีการพิมพ์คำว่าKไว้ที่ลูกระเบิด(K=Kaltตรงกับคำว่าColdในภาษาอังกฤษ)
edit @ 6 Nov 2007 23:31:22 by ยูริ อเล็กซานโดรวิช ออร์ลอฟ
edit @ 10 Feb 2008 20:22:12 by ยูริ อเล็กซานโดรวิช ออร์ลอฟ
