2006/Sep/01

1. ปืนเล็กยาวแบบ เมาเซอร์ คาราไบเนอร์คาร์98 เค( Mauser Karabiner Kar 98 K Rifle )

นี่คืออาวุธประจำกายมาตราฐานของกองทัพเยอรมัน ใช้งานทั้งในกองทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ และหน่วยเอส.เอส. คาร์-98 ทำงานด้วยระบบลูกเลื่อน พัฒนามาจากปืนไรเฟิลเกอร์แวร์(Gerwehr) 98 ที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่1 ช่วงก่อนสงคราม ปืนกระบอกนี้จะถูกผลิตอย่างพิถีพิถัน ส่วนที่เป็นไม้ก็จะใช้ช่างไม้เป็นผู้ผลิต แต่ช่วงสงคราม ความต้องการปืนชนิดนี้มีมาก จึงต้องผลิตแบบทีละมากๆ ความพิถีพิถันก็ลดลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพของปืนลดลง

นอกจากปืนกระบอกนี้จะยิงได้แม่นยำและไกลแล้ว ยังสามารถติดเครื่องยิงระเบิด กล้องเล็งยิง และดาบปลายปืนได้อีกด้วย

ข้อมูล

ยาว- 1,101 มม.

ระบบปฏิบัติการ- ส่งกระสุนเข้ารังเพลิงโดยระบบลูกเลื่อน

กระสุน- 7.92x57 มม. บรรจุ 5นัด

ความยาวลำกล้อง- 600มม.

ระยะยิง- 500เมตรเมื่อใช้ศูนย์โลหะ 800เมตรเมื่อติดกล้องเล็ง

ผู้ผลิต- บริษัทเมาเซอร์ เยอรมัน

ปืนกลมือ MP-40

เอ็มพี-40 หรือ ชมิตเซอร์ ( บางตำราเรียก ชไมเซอร์ ) เป็นปืนกลมือที่พัฒนามาจาก MP-38 เป็นอาวุธที่ใช้อย่างแพร่หลายในทหารเยอรมันและฝ่ายพันธมิตรหรือโซเวียต ที่นิยมนำปืนนี้มาใช้เมื่อยึดมาจากเยอรมันได้ เป็นปืนที่ผลิตง่าย กลไกไม่ซับซ้อน คงทนและง่ายต่อการบำรุงรักษา เพราะตัวปืนเป็นเหล็กและพลาสติกแข็ง

นับว่าเป็นปืนกลที่มีชื่อเสียงแพร่หลายที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง มีใช้ในทุกหน่วยของกองทัพเยอรมัน

ข้อมูล

ผู้ผลิต บริษัทเออร์ม่า (Erma)ประเทศเยอรมัน
ความยาวของปืน 833 มม.
ลำกล้องยาว 251 มม.
น้ำหนักปืนเปล่า 4 กก.
กระสุนขนาด
9x19 มม. พาราเบลั่ม หรือลูเกอร์

กลไกทำงาน โบลแบ็ก ( ตรึงลูกเลื่อน )

อัตราการยิง 500นัด/นาที
บรรจุ 32 นัด
ระยะยิงไกล 200-250 ม.

จำนวนที่ผลิต มากกว่า1ล้านกระบอก

 

ปืนกลหนัก MG-34

เป็นอาวุธปืนกลสมัยใหม่ ของเยอรมัน พัฒนาในปี1934 ปืนกลรุ่นนี้ผลิตโดย Louis Stange จากบริษัท Rhinemetall และบริษัท Mauser ของเยอรมันในคราวเดียวกัน

ระบบการทำงานเป็นการใช้แรงดันก๊าซผสมผสานกับแรงขับของดินปืน ปืนกล MG 34 มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในกองทัพเยอรมัน แม้ว่าปืนกลรุ่นใหม่อย่าง MG 42 จะเกิดขึ้นมาในปี 1942 และมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า MG 34 แต่ MG 34 ก็เป็นปืนกลที่ทหารเยอรมันยังคงใช้อยู่ทุกแนวรบ จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

ข้อมูล

ขนาด-- ยาว1219มม. ลำกล้องยาว627มม.

หนัก---10.5กก.

บรรจุกระสุน--50นัด ถึง 250นัด

ใช้กระสุน---- 7.92x57มม.

กลไกทำงาน--- ระบบแรงดันก๊าซ

อัตราการยิง--800-900นัด/นาที

ระยะยิงไกล--2,000เมตร ความเร็วลำกล้อง755เมตร/วินาที

ปืนกลหนัก Machinengewehr MG 42

ปืนกลหนัก MG 42 หรือ สแปนเดา สร้างขึ้นมาตามหลักความคิดของกองทัพเยอรมันที่ต้องการปืนกลที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ผลิตง่าย ไม่ซับซ้อน ผู้ออกแบบคือ ด.ร. กรูโน ที่นำโครงสร้างของปืนMG 34 มาประกอบใหม่ เพิ่มอัตราการยิงเป็น1300นัดต่อนาที

ปืนชนิดนี้ผลิตออกเป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาที่พบคือ ด้วยอัตรายิงที่เร็ว จึงมีปัญหาการสั่นของตัวปืน แต่อย่างไรก็ตาม ปืนนี้ก็ใช้ในทุกหน่วยของกองทัพเยอรมัน และติดตั้งบนยานยนต์ อีกทั้งปืนนี้ยังเป็นต้นแบบของปืนกลสมัยใหม่แบบอื่นๆ เช่น M 60 ของอเมริกาอีกด้วย

ข้อมูล

กระสุน----- 7.92x57มม.

น้ำหนัก---- ปืนเปล่า 11.6กก. ติดขาหยั่งต่อสู้อากาศยาน 18 กก.

ยาว------- 1220มม. ความยาวลำกล้อง530มม.

บรรจุกระสุน----- 50-250นัด

กลไกทำงาน--- แรงดันก๊าซ

อัตราการยิง--- 1,200-1,300นัด/นาที

ระยะยิง --- ไกลสุด 2,000 เมตร ความเร็วลำกล้อง 710เมตร/วินาที

ปืนเล็กยาวอัตโนมัติ เกอร์แวร์ 41 หรือ จี 41 Gewerh 41 (G-41)

ปืนเล็กยาวอัตโนมัติรุ่นแรกของกองทัพเยอรมัน โดยกองทัพเยอรมันต้องการผลิตปืนไรเฟิลอัตโนมัติในคลาสเดียวกันกับปืนแบบ M-1 Garand ของอเมริกัน สำหรับการต่อสู้แบบกระชั้นชิด โดยได้ออกแบบและผลิตในปี1941 โดยสองบริษัท คือ วอลเธอร์ และเมาเซอร์

ปืนรุ่นนี้ยิงได้รวดเร็ว บรรจุกระสุนได้ง่าย แค่ปัญหาที่พบคือ การโหลดกระสุนชุเหม่เข้ารังเพลิงยังมีปัญหา ทางเยอรมันจึงได้พัฒนาปืนรุ่นใหม่แบบ จี 43 ขึ้นมาทดแทน

ข้อมูล

ยาว--1,140มม.

หนัก--4.6กิโลกรัม

ความยาวลำกล้อง--546มม.

กระสุน--7.92x57มม.

อัตราการยิง--20-30นัด/นาที

บรรจุ--แม็กกาซีน10นัด

กลไก--- ระบบก๊าซ

ระยะยิงหวังผล--400เมตร

ความเร็วลำกล้อง 775เมตร/วินาที

จำนวนที่ผลิต---122,907กระบอก

 

ปืนเล็กยาวอัตโนมัต เกอร์แวร์ 43 Gewerh 43 (G-43)

หลังจากการออกสู่สนามรบของปืนเกแวร์41 และการปรากฏตัวของปืนไรเฟิลอัตโนมัตแบบSVT-40ของโซเวียต เยอรมันจึงเริ่มพัฒนาปืนไรเฟิลอัตโนมัติรุ่นใหม่ และผลก็คือ ปืนแบบ เกอแวร์ 43 ตามปีที่ผลิต

โดยได้ศึกษาข้อบกพร่อมของจี 41 และศึกษา ระบบกลไกของSVT-40 และนำมาออกแบบปืนรุ่นนี้ โดยปืนรุ่นนี้มีระบบกลไกที่ทำงานได้ดีกว่าปืนแบบจี 41 SVT 40และ M1 Garand ของอเมริกา มีความคงทนและลดปัญหาการขัดลำกล้องลง

ปืนนี้ จะใช้ในภารกิจของหน่วยทหารเอส.เอส. กองกำลังรบพิเศษ หน่วยซุ่มยิงเป็นหลัก และเยอรมันยังได้พัฒนาปืนรุ่นนี้ให้เป็นรุ่นK-43สำหรับภารกิจซุ่มยิง

ข้อมูล

ยาว----1,120มม.

ความยาวลำกล้อง--550มม.

หนัก--4.1กิโลกรัม

กระสุน---7.92X57 มม. บรรจุในแม็กกาซีน10นัด

อัตราการยิง--30นัด/นาที

กลไก---ระบบก๊าซ

ระยะยิงหวังผล---500เมตร

ความเร็วลำกล้อง---745เมตร/วินาที

จำนวนที่ผลิต--402,713กระบอก และผลิตรุ่นซุ่มยิง K-43 จำนวน53,435กระบอก

เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง Raketen-Panzerbüchse หรือ Panzerscheerk

ในการรบในตูนีเซีย แอฟริกาเหนือเมื่อปี1943 ฝ่ายเยอรมันได้ยึดเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังแบบ M1A1 หรือที่รู้จักกันในชื่อ บาซูก้า ของอเมริกันมาศึกษา ซึ่งบาซูก้านี้เป็นอาวุธที่สร้างปัญหาให้กับหน่วยยานเกราะของเยอรมันมาก เพราะมันเป็นอาวุธที่ทำให้ทหารราบสามารถต่อสู้รถถังได้ดีขึ้น ฝ่ายเยอรมันจึงต้องการพัฒนาอาวุธต่อสู้รถถังแบบบาซูก้าขึ้นมา และผลที่ได้คือ แพนเซอร์เชร์ค(Panzerscheerk)

แพนเซอร์เชร์ค(Tank Terror-รถถังหวาดกลัว) คือจรวดต่อสู้รถถังที่อันตรายมาก มันมีขนาดใหญ่กว่าบาซูก้าของอเมริกัน ความกว้างปากลำกล้อง88มม. ใหญ่กว่าบาซูก้า ใช้จรวดขนาดใหญ่และหนักกว่า ยิงได้ไกลและเจาะเกราะได้ลึกว่า โดยรุ่นแรกที่ผลิตคือรุ่นRpzb43 และรุ่นที่พัฒนาต่อมาคือRpzb54 แพนเซอร์เชร์ค ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมากและเป็นที่นิยมใช้ในหน่วยทหารราบและหน่วยต่อสู้รถถังของเยอรมันมีประสิทธิภาพสุงในการต่อสู้กับรถถังพันธมิตรและโซเวียต โดยเฉพาะในช่วงกลางถึงปลายสงคราม เมื่อเยอรมันขนาดแคลนรถถัง กองพลยานเกราะบางกองพลถูกลดระดับเป็นกองพลแพนเซอร์เกรนาเดียร์(หน่วยทหารราบยานยนต์ติดอาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด) โดยเน้นหน่วยทหารราบต่อสู้ยานยนต์ปฏิบัติการร่วมกับรถถัง ทำให้อาวุธชนิดนี้เป็นสิ่งจำเป็นมาก

แพนเซอร์เชร์ค ใช้จรวดหัวรบเจาะเกราะแบบเชพชาร์จ(ดินโพรง) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการต่อสู้รถถัง แต่จุดอ่อนของแพนเซอร์เชร์คก็เหมือนกับจรวดของชาติพันธมิตร นั่นคือระยะยิงหวังผลที่สั้น ถ้ายิงไกลจรวดจะหลุดวิถี และไม่สามารถทำอะไรเกราะรถถังได้ จึงต้องใช้ในการรบประชิดกับรถถังเท่านั้น

แพนเซอร์เชร์คผลิตออกมามหาศาล และได้ใช้ในการรบครั้งสำคัญมากมาย ตอนปลายสงคราม เยอรมันยังได้พัฒนาแพนเซอร์เชร์คขนาด105มม. ขึ้นมาใช้งานได้ แต่ก็ไม่ทันกาล เพราะเยอรมัน ก็ยอมแพ้เสียก่อน

ข้อมูล

ยาว---164ซ.ม.

หนัก--- 9-11กิโลกรัม

กระสุน--จรวดต่อสู้รถถัง88มม.

น้ำหนักลูกกระสุน---3.25กิโลกรัม

กลไกทำงาน---เครื่องยนต์จรวด

ระยะยิง---ต่อต้านรถถัง 150-180 เมตร

เจาะเกราะได้ลึก--- 150มิลลิเมตรในทางราบ 200มิลลิเมตรในทางดิ่ง

ความเร็วลำกล้อง--- 110เมตร/วินาที

เครื่องยิงลูกระเบิดสู้รถถัง Panzerfaust (แพนเซอร์ฟอสต์)

เนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับรถถังของทั้งฝ่ายพันธมิตรและโซเวียตที่มีจำนวนมหาศาล ทำให้เยอรมันต้องพัฒนาอาวุธต่อสู้รถถังที่ทรงอานุภาพสำหรับทหารราบขึ้นมา

แพนเซอร์ฟอสต์ เป็นเครื่องยิงระเบิดต่อสู้รถถังที่ผลิตออกมาเพื่อจุดประสงค์นั้น แพนเซอร์ฟอสต์ เป็นเครื่องยิงลูกระเบิด ไม่ใช่จรวด เพราะหัวรบขนาดใหญ่นั้นไม่มีเครื่องยนต์จรวดขับดันสำหรับเคลื่อนที่ด้วยตัวเอง แต่จะทำการยิงออกจากลำกล้องเหมือนปืน หรือปืนครก มันมีหัวรบดินโพรง(เชฟชาร์จ)ขนาดใหญ่ เจาะเกราะในทางราบได้ลึกกว่า200มิลลิเมตร ซึ่งสามารถทำลายรถถังทุกรุ่นของฝ่ายพันธมิตรและโซเวียตได้

รุ่นแรกของอาวุธชนิดนี้ปรากฏตัวออกมาในปี1942 ในชื่อ ฟอสต์พาทโทรน ซึ่งมีขนาดเล็ก และผลการใช้งาน ปรากฏว่ากฏว่าใช้งานได้ดี จึงมีการผลิตรุ่นแพนเซอร์ฟอสต์ขึ้นมา แต่แพนเซอร์ฟอสต์รุ่นแรกมีระยะยิงต่อต้านรถถังเพียง30เมตร แต่รุ่นต่อๆมาก็มีการเพิ่มระยะยิงเป็น60ถึง100เมตร

ทหารต่อต้านรถถังและหน่วยเกรนาเดียร์(ทหารติดอาวุธเครื่องยิงระเบิด)ของเยอรมันนิยมใช้อาวุธชนิดนี้ เพราะมีหัวรบระเบิดเชฟชาร์จ(ดินโพรง)ขนาดใหญ่ สามารถหยุดหน่วยรถถังของข้าศึกได้อย่างเด็ดขาด เป็นอาวุธที่จำเป็นในการต่อต้านรถถังในทุกแนวรบ แต่ข้อเสียคือน้ำหนักหัวรบที่มากเพราะขนาดใหญ่ ทำให้ระยะยิงต่ำ และเป็นอาวุธที่ยิงได้ครั้งเดียว(ยิงนัดเดียวแล้วต้องทิ้งลำกล้อง) ทำให้มีปัญหาในการโจมตีแบบต่อเนื่อง เพราะไม่สามารถบรรจุยิงใหม่ในกรณีที่นัดแรกพลาดเป้า ต้องใช้เครื่องยิงชุดใหม่เท่านั้น โดยกองทัพเยอรมันใช้อาวุธต่อสู้รถถังสองแบบคือ แพนเซอร์ฟอสต์ และแพนเซอร์เชร์ค ซึ่งหลักนิยมของเยอรมันนี้ได้กลายเป็นหลักนิยมด้านจรวดต่อสู้รถถังของทุกๆชาติในปัจจุบัน นั่นคือ จรวดแบบบรรจุยิงใหม่ได้(แพนเซอร์เชร์ค)ใช้สำหรับปักหลักยิงสู้ ส่วนอาวุธแบบใช้แล้วทิ้ง(แพนเซอร์ฟอสต์)เหาะสำหรับหน่วยทหารราบขนาดเล็กเคลื่อนที่เร็ว เมื่อยิงแล้วสามารถทิ้งเครื่องยิงได้เพื่อความคล่องตัวในการสู้รบต่อ

แต่แพนเซอร์ฟอสต์ก็ยังถูกผลิตออกมาจำนวนมาก และเป็นที่นิยมใช้เพราะสภาพการรบที่ประชิดติดพัน ทำให้เยอรมันต้องพัฒนาอาวุธอย่างเร่งด่วนเพื่ออกสนามรบ ทำให้ไม่อาจผลิตอาวุธได้พิถีพิถันนัก อีกทั้งยังเป็นอาวุธที่ราคาถูก ผลิตง่าย ใช้วัสดุน้อย ทำให้ประหยัดและสร้างง่ายกว่าแพนเซอร์เชร์คแม้จะใช้ยิงได้เพียงครั้งเดียวก็ตามปลายสงคราม เยอรมันพยายามพัฒนาแพนเซอร์ฟอสต์รุ่นยะยะยิง150-250เมตรมาใช้งาน แต่สงครามก็จบลงก่อน แต่อาวุธชนิดนี้ก็เป็นต้นแบบของจรวดต่อสู้รถถังแบบRPGของโซเวียต แพนเซอร์ฟอสต์44 และแพนเซอร์ฟอสต์3 ของเยอรมันในยุคหลังสงครามต่อมา

ข้อมูล

ยาว--- 98ซ.ม.-100ซ.ม.

ขนาด---ปากลำกล้อง-50-60มม. หัวรบขนาด 150มม.

หนัก 1.47-7กิโลกรัม

ระยะยิงหวังผล--30-100เมตร

เจาะเกราะ---140-200มิลลิเมตรในทางราบ

Image:Grenade m24pm.png

ระเบิดขว้างแบบ M-24 Stielhandgranate

เป็นระเบิดมือหลักที่เยอรมันใช้ในสงครามโลกครั้งที่สอง Stielhandgranate ตรงกับคำว่า Stick hand Granade ในภาษาอังกฤษ แปลว่า ระเบิดมือแบบมีด้าม โดยระเบิดแบบ24นี้พัฒนาในช่วงปี1915 ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และได้ใช้เป็นอาวุธในการบุกทะลวงของหน่วยทหารพายุ(Sturmtruppen หรือ Stromtrooper ในภาษาอังกฤษ) อันน่าเกรงขามของเยอรมัน ซึ่งเยอรมันจัดตั้งมาเพื่อเป็นหน่วยจู่โจมแนวสนามเพลาะของฝ่ายพันธมิตรในสงครามโลกครั้งแรก วึ่งได้แสดงประสิทธิภาพอย่างน่าพอใจ และเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่1 เยอรมันก็ยังพัฒนาและใช้งานต่อ จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่2

การใช้งานนั้นจะแตกต่างจากระเบิดมือของชาติอื่นๆ คือ เมื่อคลายฝาเกลียวที่ปลายด้ามไม้ออกแล้ว จะมี สายดึงชนวนอยู่ข้างใน เมื่อดึงชนวนแล้ว สายชนวนก็จะจุดระเบิดที่อยู่อีกปลายด้านหนึ่งของด้ามไม้ มีระยะหน่วงเวลา5วินาที เหตุที่ติดด้ามไม้นั้นเพราะเชื่อว่า ระเบิดแบบมีด้ามสามารถขว้างได้ไกลกว่าระเบิดแบบไม่มีด้าม โดยระเบิดแบบM-24นี้สามารถขว้างได้ไกล30-40หลา ลักษณะการทำงานของระเบิดนอกจากจะแตกต่างจากของชาติอื่นแล้ว ระเบิดเยอรมันยังต่างจากชาติอื่นตรงที่เน้นการใช้แรงระเบิดในการทำลายเป้าหมาย ต่างจากระเบิดของฝ่ายพันธมิตรที่เน้นการทำลายเป้าหมายด้วยสะเก็ดระเบิด

ระเบิดชนิดนี้เป็นระเบิดที่มุ่งเป้าในการสังหารบุคคล ไม่เหมาะกับการใช้ต่อสู้รถถัง หรือทำลายป้อมค่าย  ระเบิดชนิดนี้สามารถปรับปรุงเพิ่มความรุนแรงได้ด้วยการติดระเบิด6ลูกด้วยกันโดยมีด้ามด้ามเดียว เรียกว่า Geballte Ladung

ระเบิดรุ่นนี้มีการพัฒนาต่อไปหลายรุ่น นอกจากนี้ ในสมรภูมิรัสเซีย ระเบิดชนิดนี้ประสบปัญหาอย่างมากเพระอากาศที่หนาวเย็นทำให้ชนวนไม่ทำงาน จึงได้ทำการพัฒนาชนวนแบบใหม่สำหรับใช้ในเขตอากาศหนาว โดยระเบิดที่ใช้ชนวนนี้จะมีการพิมพ์คำว่าKไว้ที่ลูกระเบิด(K=Kaltตรงกับคำว่าColdในภาษาอังกฤษ)

 

 

edit @ 6 Nov 2007 23:31:22 by ยูริ อเล็กซานโดรวิช ออร์ลอฟ

edit @ 10 Feb 2008 20:22:12 by ยูริ อเล็กซานโดรวิช ออร์ลอฟ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ยอดเยี่ยม!!!

อย่างนี้สิถึงเหมาะสมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของรายละเอียด

ในส่วนของKar98K น่าจะเสริมด้วยว่า รูปแบบลูกเลื่อนของเมาเซอร์ กลายมาเป็นต้นแบบ ลูกเลื่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุดในปืนยุคปัจจุบันหลายๆกระบอก

ส่วนในส่วนของ MG42 น่าจะบอกว่า "ยังมีการใช้อยู่จนปัจจุบัน" โดยเปลี่ยนขนาดกระสุนจาก7มม. เมาเซอร์ มาใช้ขนาด7.62นาโต้ แทน และเปลี่ยนชื่อรหัสเป็น "MG3"

แต่โดยรวมส่วนข้อมูลย่อๆเพื่อให้ผู้เริ่มต้นศึกษานับว่ายอดเยี่่ยม!! ยอดเยี่ยมจริงๆ
#1  by   (124.120.8.12) At 2007-09-23 11:28, 
ยอดเยี่ยม!!!

อย่างนี้สิถึงเหมาะสมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของรายละเอียด

ในส่วนของKar98K น่าจะเสริมด้วยว่า รูปแบบลูกเลื่อนของเมาเซอร์ กลายมาเป็นต้นแบบ ลูกเลื่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุดในปืนยุคปัจจุบันหลายๆกระบอก

ส่วนในส่วนของ MG42 น่าจะบอกว่า "ยังมีการใช้อยู่จนปัจจุบัน" โดยเปลี่ยนขนาดกระสุนจาก7มม. เมาเซอร์ มาใช้ขนาด7.62นาโต้ แทน และเปลี่ยนชื่อรหัสเป็น "MG3"

แต่โดยรวมส่วนข้อมูลย่อๆเพื่อให้ผู้เริ่มต้นศึกษานับว่ายอดเยี่่ยม!! ยอดเยี่ยมจริงๆ
#2  by  Comrade K (124.120.8.12) At 2007-09-23 11:29, 
Panzer Grenadier ไม่ใช่หน่วยทหารราบยานยนต์ติดอาวุธเครื่องยิงลูกระเบิดนะครับ
ดูเหมือนจะแปลตรงตัวไปหน่อย จริงๆแล้วพวกนี้จัดเป็น Mechanize Infantry ครับ คือหน่วยที่ทำงานและขนส่งโดยพวกยานยนต์หรือยานเกราะทั้งหลาย
ส่วนมากมักเป็น APC เช่น Half-track หรือแม้แต่รถถัง
#3  by  Limpet Drone At 2008-02-24 04:47, 
และ Grenadier ในสมัยนั้นคือ ชื่อที่ใช้เรียกทหารราบกองประจำการของเยอรมันครับ
เหมือนผมเคยอ่านเจอว่า ฮิตเลอร์ตั้งใจให้เรียกแบบนี้เลียนแบบสมัยก่อนที่ Frederick the Great แห่ง Prussia เคยเรียกครับ


***
MG34 ส่วนใหญ่มักใช้ติดรถถังเป็น Coxacial MG
และมันยิง Semi ได้ด้วย!

***
MG42
มากะ Bipod(2 ขา) ประจำตัว จัดเป็น MG หรือ GPMG
มากะ Tripod(แท่น 3ขา) จัดเป็น HMG หรือ light AA gun

***
และไม่รู้้ว่าผมรู้สึกไปเองรึเปล่า เพราะรู้สึกว่า G41 หรือ G43 ส่วนมากมักใช้ติด Scope เป็น Sniper rifle มากกว่า จะเอามายิงแข่งใกล้ๆกะ Garand นะครับ


ทั้งหมดที่ว่ามานี่ ขาด FG42, STG44(MP44) และ G43 ที่ค่อนข้างจะเป็นที่รุ้จักมากกว่า G41 ครับ
#4  by  Limpet Drone At 2008-02-24 05:04, 
สุดยอดสำหรับ mp 40 ครับ...ปัจจุบันเห็นแต่ในภาพยนต์ ไม่รู้ว่าในกองทัพประเทศใดบ้างยังใช่เป้นอาวุธสำรอง
#5  by  panzer (222.123.41.47) At 2008-02-25 23:13, 
ปัจจุบันนี้คงไม่มีใครใช้แล้วล่ะครับ นอกจากพวกนักสะสมปืน WWII

เพราะค่อนข้างหนัก(ไม่เท่า Thompson)
ยิงได้ช้้า ความแม่นยำต่ำ และร้อนง่ายครับ


#6  by  Limpet Drone At 2008-03-15 17:17, 
ผมชอบระเบิดเยอเรอมัน กับ MP-40
#9  by  jojo (58.136.227.82) At 2008-10-08 14:00, 
G43ก็กลายเป็นG3ด้วยนะ ว่ากันว่าแม่นกว่าM16อีก แต่อัตราการยิงช้ากว่า

อ้อ อีกอย่างนะ เยอรมันเขายังผึกPanzer grenedierอยู่เลย ฝึกให้นาโต้
#10  by  แดจือวอน At 2008-10-11 10:31, 
Mp44หายไป
#11  by  เอ่อ (125.24.6.51) At 2008-10-13 20:52, 
angry smile confused smile
#22  by   (118.173.43.151) At 2009-09-04 12:06, 
open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile
#23  by  เท (115.67.96.62) At 2009-09-12 18:35, 

<< Home


Yuri Alexandrovish Orlov
View full profile