2008/Jan/04

 หลังการสงบศึกกับฝรั่งเศสในปี1940 กองทัพอิตาลีในแอฟริกาเหนือ อันประกอบด้วยกองทัพที่5 ทางตะวันตกของลิเบีย และกองทัพที่10 คิดเป็นทหาร10กองพล มีกำลังพลราว236,000นาย ปืนใหญ่1,800กระบอก รถถัง340คัน  ขณะที่ฝ่ายพันธมิตร อังกฤษ-ฝรั่งเศส รวม14กองพล ทหารอังกฤษจำนวน100,000นายนั้น 36,000นาย อยู่ในอียิปต์ ประจันหน้ากับกองทัพอิตาลีในลิเบีย

ดุลย์ทางทหารต้องพังลงเนื่องจากการยอมจำนนของฝรั่งเศสในปี1940  อังกฤษ ต้องการยึดเมืองท่าตูนิส ในตูนีเซีย เพื่อตัดเส้นทางส่งกำลังข้ามเมดิเตอเรเนียนของอิตาลี  แต่วันที่28มิถุนายน กองทัพฝรั่งเศสในแอฟริกาเหนือ ได้ยอมอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลวิชีฝรั่งเศส อิตาลีจึงโจมตีอียิปต์ทันที

การบุกกำหนด เริ่มในวันที่15กรกฏาคม 1940 โดยพลเอกโรดอลโฟ กราเซียนี แต่ปัญหาของเขาคือ กองทัพอิตาลีมีเส้นทางส่งกำงบำรุงเพียงเส้นทางเดียวจากลิเบียถึงอเล็กซานเดรีย และเส้นทางนั้นมีฐานทัพอังกฤษสองแห่งตั้งอยู่ คือที่ซิดีบารานี่ และเมอร์ซามาทรูห์  กราเซียนีตัดสินใจจะรอจนกว่าจะมีรถบรรทุกน้ำอย่างเพียงพอ โดยขอเลื่อนการบุกไปจนเดือนตุลาคม แต่มุสโสลินีปฏิเสธ สั่งให้กราเซียนีบุกโดยเร็ว

กองทัพที่10 ของอิตาลี เข้าโจมตีแนวป้องกันของอังกฤษ ในวันที่13กันยายน และเผชิญหน้ากับการต้านทานของอังกฤษอย่างหนัก และอุณหภูมิที่ร้อนระอุ อิตาลียึดซีดิบารานีได้ แต่ก็ยังไกลจากอเล็กซานเดรีย  กราเซียนี ได้พักกองทัพเพื่อฟื้นฟูกำลังจากการรบ ฝ่ายอังกฤษ ก็ได้ถอยกองพลยานเกราะที่7ออกไป

เนื่องจากการขยายแนวรบยืดยาวของอิตาลี ได้เนิ่นนานเข้าสู่เดือนตุลาคม  โดยในวันที่ที่ มุสโสลีนี ได้เข้าหารือกับริบเบนทรอบ และเคาต์ เชียโน ในเรื่องการส่งกองทัพเยอรมันเข้าไปในแอฟริกาเหนือ มุสโสลินีกล่าวว่า อิตาลีสามารถสู้รบในแอฟริกาเหนือเพียงลำพังได้ แต่ใจจริงมุสโสลินีคิดว่า หน่วยยานเกราะของเยอรมันจำเป็นสำหรับการรุกเข้าไปในอเล็กซานเดรีย และอียิปต์ 21ตุลาคม มุสโสลีนีสั่งให้กราเซียนีรุกไปยังมอซาร์ มาทรู อย่างรวดเร็ว แต่กราเซียนียังไม่เสี่ยงบุกเช้าไป เนื่องจากได้รับข่าวการบุกเข้าบอลข่านของอิตาลี จึงจะเฝ้ารอกำลังเสริม แม้มุสโสลีนีขู่ว่าจะปลดเขาออกก็ตาม

ฝ่ายอังกฤษภายใต้การบัญชาการของ เซอร์ ริชาร์ด โอ คอนเนอร์ จึงได้ทำการเข้าตีโต้ โดยวันที่9ธันวาคม อังกฤษเข้าตีแนวอิตาลีโดยที่ไม่ทันตั้งตัว กองทหารอินเดียที่4และหน่วยรถถังได้เข้าโจมตีเบนิวา ของอิตาลี กองพลยานเกราะของอังกฤษที่7ได้เข้าทำการตัดการถอยของกองพลลิเบียที่2ของอิตาลี การเซียนีจึงได้นำกองทัพที่21 ล่าถอยออกไปอย่าง โดยกองพลคาตานซาโรของอิตาลี ถูกทำลายจนเกือบจะพินาศ อิตาลีถูกจับเป็นเชลยถึง38,000คน ปืนใหญ่237กระบอกและรถถัง73คนถูกยึด โดยฝ่ายอังกฤษเสียทหารเพียง624นาย

 

edit @ 15 Apr 2008 09:45:40 by ยูริ อเล็กซานโดรวิช ออร์ลอฟ

2007/Apr/20

 

pzkpfw_ib_01.jpg picture by Arlucardhellsing

Pzkw(Panzerkampfwagen)Iหรือ แพนเซอร์ มาร์ค 1

รถถังเบาสำหรับสนับสนุนทหารราบของกองทัพนาซีเยอรมัน ที่ได้สร้างหลังจากการถูกจับเซนต์สนธิสัญญาแวร์ซายส์ เยอรมันได้ออกแบบในช่วงทศวรรษที่1930 และได้ทำการผลิตแบบจำนวนมากเมื่อปี1934 และเยอรมันยังได้ส่งแพนเซอร์ 1 ไปรบเพื่อเป็นการทดสอบประสิทธิภาพในสงครามกลางเมืองสเปน และ จีน ยังได้ซื้อไปใช้ในสงครามจีน-ญี่ปุ่นด้วย

หลังการประเมินผลในการรบในสเปน แพนเซอร์ 1 รบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อสงครามโลกระเบิดขึ้น จึงได้เข้าร่วมสมรภูมิหลายแห่ง แต่ช่วงกลางสงคราม รถถังรุ่นใหม่ๆของกองเยอรมันมีอานุภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ แพนเซอร์ 1 จึงลดบทบาทลง และมีการนำตัวถังรถ มาติดตั้งปืนขนาด75มม. เพื่อเป็นปืนใหญ่อัตตาจรและรถพิฆาติรถถังด้วย

ข้อมูล

หนัก-5.4 ตัน

ยาว--4.02เมตร

สูง--2เมตร

พลประจำรถ--2คน

เกราะ--7-13มิลลิเมตร

อาวุธ---ปืนกลขนาด7.92มม. สองกระบอก หรือปืนต่อสู้อากาศยาน20มม. บรีด้า(สเปน)

ความเร็ว--50กม./ชม. บนถนน 37กม./ชม. ในภูมิประเทศ พิสัยทำการบนนถนน200กม.ภูมิประเทศ 175กม.

pzkpfw_ii_03.jpg picture by Arlucardhellsing

Pzkw II หรือ แพนเซอร์ 2

รถถังรุ่น2ของกองทัพเยอรมันเพื่อทดแทนรถถังแพนเซอร์ 1 มีความแข็งแกร่งกว่าแพนเซอร์ 1 ทำการผลิตในปี1934 โดยศึกษาจากการทดลองใช้แพนเซอร์ 1 รุ่นติดปืน20มม.ในสงครามกลางเมืองสเปน แพนเซอร์2 จึงติดตั้งปืนต่อสู้รถถัง20มม. เพื่อใช้ในการต่อต้านยานยนต์ของข้าศึก แพนเซอร์ 2 เป็นกำลังหลักของเยอรมันในการรบที่โปแลนด์ในปี1939 และเป็นกำลังสำคัญในการรุกสู่ฝรั่งเศสในปี1940

สายการผลิตของแพนเซอร์2 ปิดลงในปี1942 เมื่อเยอรมันรุกสุ่ตะวันออก อีกทั้งการปรากฏตัวของรถถังรุ่นใหม่ของเยอรมัน และประสิทธิภาพอันน่ากลัวของรถถังโซเวียต แพนเซอร์ 2 จึงไม่ได้ใช้ในการรบแนวหน้า แต่มีการเอาตัวถังรถถมาติดปืนใหญ่75มม. เพื่อเป็นรถพิฆาติรถถัง และติดปืนใหญ่สนาม105มม. เพื่อใช้เป็นปืนใหญ่อัตตาจร ในชื่อ เวปส์(Weps)

ข้อมูล

หนัก--7.2ตัน

ยาว--4.8เมตร

สูง --- 2.2เมตร

พลประจำรถ--3นาย

เกราะหนา--5-14.5มม.

อาวุธ---หลัก-ปืนต่อสู้รถถัง20มม. 1กระบอก -รอง- ปืนกล7.92มม. แบบMG-34จำนวน1กระบอก

ความเร็ว--43กม./ชม. พิสัยทำการ 200กม.

 pzkpfw_iii_10.jpg picture by Arlucardhellsing

Pzkw III (แพนเซอร์ 3 )

รถถังแบบ3ของกองทัพเยอรมัน ออกแบบในทศวรรษที่1930 และเป็นกำลังหลักของเยอรมันแทบในทุกสมรภูมิ มันถูกออกแบบมาให้ใช้งานในการต่อต้านรถถัง ซึ่งต่างจาก แพนเซอร์ 1 และ แพนเซอร์ 2 ที่เน้นการใช้งานในด้านสนับสนุนทหารราบ ด้วยอาวุธทรงอานุภาพขึ้น คือ ปืนต่อสู้รถถัง37มม. และต่อมาติดปืน50มม. จึงทรงอานุภาพมากในการต่อสู้กับรถถังข้าศึก

ปี1934 นายพลไฮนซ์ กูเดเรียน แห่งกองทัพบกเยอรมัน ต้องการรถถังที่น้ำหนักไม่เกิน24ตัน ความเร็ว35กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อเป็นรถถังหลักของหน่วยแพนเซอร์ แพนเซอร์ 3 จึงผลิตออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น และแพนเซอร์ 3 ยังมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ มีการใช้ระบบแหนบรองรับน้ำหนักตัวรถแบบ ทอร์ชั่น บาร์ หรือแหนบรูปปีกนก ซึ่งเป็นระบบใหม่ล่าสุดของโลกในยุคนั้น และเป็นรถถังรุ่นแรกของโลกที่ใช้ระบบนี้ด้วย

แพนเซอร์ 3 เป็นกำลังหลักของเยอรมัน ใช้ในการรบตั้งแต่โปล์แลนด์ นอร์เวย์ ฝรั่งเศส แอฟริกาเหนือ และแนวรบด้านรัสเซีย ซึ่งในด้านรัสเซียนี่เอง แพนเซอร์ 3 ต้องเผชิญหน้ากับ T-34 รถถังกลางของโซเวียต ซึ่งมีอานุภาพสูงกว่า เยอรมันจึงต้องนำ แพนเซอร์ 3 ไปติดตั้งปืนต่อสู้รถถังขนาด75มม. เพื่อต้านทานรถถังโซเวียตร่วมกับรถถังรุ่นใหม่ๆที่มีจำนวนน้อยของเยอรมันในช่วงนั้น โดยได้สร้างเป็นรถถังแบบไม่มีป้อม ติดปืน75มม. ใช้ชื่อว่า Stug III

ถึงแม้ในช่วงกลางถึงปลายสงคราม จะมีรถถังรุ่นใหม่ๆมาช่วงชิงสมรรถนะของแพนเซอร์3 แต่รถรุ่นนี้ก็ได้ถูกใช้งานต่อไปจนจบสงคราม

ข้อมูล

หนัก--22ตัน

ความยาว--5.52เมตร

สูง--2.5เมตร

พลประจำรถ--5นาย

เกราะหนา--5-70มิลลิเมตร

อาวุธ---หลัก- ปืนต่อสู้รถถัง37มม. หรือปืน50มม. หรือปืน75มม. -อาวุธรอง- ปืนกล7.92มม. แบบMG-34 จำนวน2กระบอก

ความเร็ว---40กม./ชม. บนถนน และ19กม./ชม. บนภูมิประเทศ

ระยะทำการ---155กิโลเมตร

pzkpfw_iv_09.jpg picture by Arlucardhellsing

Pzkw IV แพนเซอร์ 4

เป็นรถถังที่เป็นกระดูกสันหลังแห่งกองทัพรถถังของเยอรมันอย่างแท้จริง มีความคล่องตัวสูง มีอานุภาพทำลายสูง

รถรุ่นนี้เริ่มออกแบบในปี1934 เมื่อนายพลเอก ไฮนซ์ กูเดเรียน เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบกเยอรมัน ต้องการรถถังหลักที่มีน้ำหนักไม่เกิน24ตัน ความเร็วไม่ต่ำกว่า35กม./ชม. เพื่อใช้ในภารกิจต่อต้านทหารราบและยานยนต์ และติดตั้งปืนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งผลที่ได้ขั้นแรกคือ แพนเซอร์ 3 และแพนเซอร์ 4 ก็ปรากฏตัวออกมาในปี1937 ในรุ่นผลติจำนวนแรกๆ37คัน และก็มีการผลิตเป็นจำนวนมากตั้งแต่ปี1939

นอกจากจะใช้ระบบแหนบรองรับตัวถังแบบทอร์ชั่น บาร์ แบบแพนเซอร์ 3 แล้ว แพนเซอร์4 นั้น ได้ติดตั้งปืนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยช่วงแรกได้ติดปืนใหญ่ลำกล้องสั้นขนาด75มม. L24ซึ่งได้ใช้เป็นหัวหอกในการบุกฝรั่งเศสในปี1940 โดยแพนเซอร์ 4 มีอานุภาพสูงกว่ารถถังแบบเรอโนลและโซมัวของฝรั่งเศส และยังมีอำนาจการยิงที่สูงกว่ารถถังแบบ ชาร์ล BI ของฝรั่งเศสและรถถังแบบมาทิลด้าของอังกฤษด้วย แพนเซอร์ 4 รุ่นนี้ก็ยังได้ปฏิบัติการในแอฟริกาเหนือด้วย

ตั้งแต่ปี1941 แพนเซอร์ 4 ได้ติดตั้งปืนใหญ่75มม. L40 ที่มีลำกล้องยาวกว่าเดิมเพื่อเพิ่มระยะยิงและอำนาจการทำลาย แต่หลังจากการบุกรัสเซียในปี1941 เยอรมันได้เผชิญหน้ากับรถถังหนักแบบ เควี-1ซึ่งมีขนาดใหญ่และเกราะหนากว่าแพนเซอร์4 และรถถังกลางแบบ ที-34 ของโซเวียต ซึ่งมีอานุภาพสูงจนน่าตกใจ ฝ่ายเยอรมันจึงได้พัฒนาปืนใหญ่ลำกล้องยาว 75มม. L48 มาใช้งานในแพนเซอร์ 4 ซึ่งมีอานุภาพสูงกว่าปืนของรถถังโซเวียต จนกระทั่งเวลาต่อมาเยอรมันได้ผลิตรถถังแบบ แพนเธอร์ มาทดแทนแพนเซอร์4

แพนเซอร์ 4 ถือว่าเป็นรถถังกำลังหลักของเยอรมันอย่างแท้จริง เพราะมีอานุภาพสูง ใช้งานง่าย เครื่องยนต์คงทน ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับรถถังหลักของอเมริกาแบบ M-4 เชอร์แมน และรถถัง ที-34 ของรัสเซีย และถูกผลิตออกมาเรื่อยๆจนจบสงครามเป็นจำนวนกว่า9,000คัน และกองทัพบกซีเรีย ยังได้ใช้รถถังรุ่นนี้ในช่วงหลังสงครามต่อมาด้วย

ข้อมูล

หนัก--24-28ตัน

ยาว--5.89เมตร

กว้าง-- 2.88เมตร

สูง---2.66เมตร

พลประจำรถ--5นาย

เกราะหนา--10-80มม. สามารถเสริมเกราะกระโปรงป้องกันป้อมปืนและสายพานได้

อาวุธ --- หลัก - ปืนใหญ่75มม. ลำกล้องสั้น ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นปืน75มม. ลำกล้องยาว อาวุธรอง ปืนกล MG-34 ขนาด7.92มม. สองกระบอก

พิสัยทำการ--300กิโลเมตร

ความเร็ว --- บนถนน 40กม./ชม. ในภูมิประเทศ 20กม./ชม.

 pzkpfw_v_08.jpg picture by Arlucardhellsing

Pzkw V Panther แพนเซอร์ 5 สมญานาม แพนเธอร์(เสือดำ)

หนึ่งในตำนานรถถังของนาซีเยอรมัน โดยการออกแบบเริ่มในปี1941 เมื่อเยอรมันบุกรัสเซีย และไปพบกับรถถังแบบ ที-34 ของรัสเซีย ที่มีความเร็วสูง ติดปืนที่ทรงอานุภาพ สายพานกว้างเกาะถนนได้ดี และลักษณะพิเศษคือ มีเกราะที่ลาดเอียง มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความหนาของเกราะโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดเกราะ และยังช่วยลดการปะทะโดยตรงของกระสุนปืน ทำให้ฝ่ายเยอรมันตกใจในอานุภาพที่สูงส่งของที-34มาก เมื่อยึดรถถังรุ่นนี้ได้ในสนามรบ จึงได้นำมาศึกษา และต้องการผลิตรถถังแบบที-34 ให้ได้ แต่ทว่า การผลิตรถถังเลียนแบบที-34นั้น เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ จึงต้องออกแบบรถถังใหม่โดยให้คุณลักษณะแบบที-34

และสิ่งที่ได้จากทดลองผลิตคือ รถถังแบบ แพนเซอร์ 5 หรือแพนเธอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนที-34 แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือ ขนาดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย เกราะที่หนากว่า และติดตั้งปืนใหญ่75มม. L70 ลำกล้องยาว ซึ่งมีอานุภาพการทำลายล้างที่เหนือจินตนาการอย่างมาก สามารถยิงเจาะเกราะได้ลึกมาก และยิงต่อต้านรถถังได้ไกลกว่า2,000เมตรอย่างแม่นยำ ไกลกว่ารถถังทุกรุ่นของพันธมิตรและโซเวียต

แพนเธอร์เริ่มการผลิตในปี1943 แต่เนื่องจากต้องเร่งรีบผลิตออกสู่สมรภูมิ เพราะโซเวียตเริ่มการตีโต้กองทัพเยอรมัน และกำลังรบรถถังของโซเวียตที่มีจำนวนอันประมาณไม่ได้ ได้ถาโถมเข้าสู่แนวรบของเยอรมันอย่างหนัก เยอรมันจึงต้องรีบผลิตแพนเธอร์ออกสู่สนามรบโดยเร็ว ทำให้มีปัญหาด้านเครื่องยนต์ รถถังบางคันเครื่องยนต์เสียหายทันทีหลังออกสู่สมรภูมิไม่นาน และในการรบที่เมืองเคิร์ซ ปี1943 รถถังแพนเธอร์จำนวนมากเครื่องยนต์ขัดข้อง ทำให้แสดงความสามารถในการรบไม่ดีนัก แต่ปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ก็ถูกแก้ไขในภายหลัง

แต่ในแนวรบด้านตะวันตก แพนเธอร์ กลับมีประสิทธิภาพสูงมาก โดยรถถังหลักของพันธมิตรไม่อาจต้านทานได้เลย โ